รองอธิบดีกรมเจ้าท่า เผย เสริมทรายชายหาดจอมเทียนเฟสแรกเป็นไปตามแผน มั่นใจเสร็จทันกำหนด รองรับการท่องเที่ยวฟื้นตัวหลังยุคโควิด-19

          นายสมพงษ์ จิรศิริเลิศ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าเสริมทรายชายหาดนาจอมเทียน เฟสแรก ว่า ขณะนี้การดำเนินการโครงการเสริมทรายชายหาดจอมเทียนมีความคืบหน้าไปแล้วระยะทาง 500 กว่าเมตร ซึ่งการดำเนินการเสริมทรายเป็นไปตามรูปแบบที่กรมเจ้าท่ากำหนดไว้กับผู้รับจาง โดยจากนี้จะมีการดำเนินการเสริมทรายชายหาดจอมเทียนต่อไปจนสุดระยะทางในเฟสแรก ในระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ซึ่งการดำเนินการในเฟสแรกที่ตั้งแต่โรงแรมจอมเทียนชาเล่ต์จนถึงโรงแรมยู จอมเทียน พัทยา จะสามารถส่งมอบงานได้ในช่วงปลายปี 2565 และถือเป็นการมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงต้นปี 2566
           ส่วนการดำเนินการก่อสร้างโครงการเสริมทรายชายหาดจอมเทียนในเฟสแรก นั้นปัญหาอุปสรรคที่พบระหว่างการดำเนินก่อสร้างส่วนใหญ่จะประสบปัญหาด้านดิน ฟ้า อากาศ และเครื่องจักรที่ใช้งาน ที่ทำให้การเสริมทรายเป็นไปด้วยความล่าช้า ทั้งนี้แม้การดำเนินการอาจจะมีการล่าช้าไปบ้านทางผู้รับจ้างได้มีการแก้ไขปัญหาโดยได้มีการนำเครื่องจักรเข้ามาดำเนินการเพิ่ม โดยจะมีการจัดหาเรือดูดทรายเข้ามาเพิ่มอีก 1 ลำ รวมถึงเครื่องจักรในการบดอัดทรายที่จะมีการนำเข้ามาเพิ่ม เพื่อการเสริมทรายชายหาดจอมเทียนเฟสแรกแล้วเสร็จไปตามแผนที่กรมเจ้าท่ากำหนด
          รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยต่ออีกว่า หลังจากเสริมทรายชายหาดจอมเทียนในเฟสแรก แล้วเสร็จกรมเจ้าท่าก็ได้มีแผนของบประมาณต่อในปี 2566 เพื่อดำเนินการก่อสร้างเสริมทรายชายหาดจอมเทียน เฟสที่สองต่อในระยะทาง 2,855 เมตร ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการดำเนินการก่อสร้างไม่เกิน 900 วันเช่นเดี่ยวกับเฟสแรก โดยแหล่งทรายที่จะนำมาใช้เสริมบริเวณชายหาดจอมเทียนนั้นนำมาจากทิศตะวันตกของเกาะรางเกวียน ห่างจากชายหาดจอมเทียนไปทางทะเลประมาณ 15 กม. ซึ่งการดำเนินการเสริมชายหาดนาจอมเทียนในเฟสแรกจะใช้ทรายถึง 640,000 คิว โดยจะถมทรายเพิ่มชายหาดให้มีความกว้าง 50 เมตร

           ทั้งนี้การดำเนินโครงการเสริมทรายชายหาดจอมเทียนแล้วเสร็จ จะช่วยบูรณะฟื้นฟูชายหาดจอมเทียนให้กลับมาสวยงาม และจะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชายหาดจอมเทียน สร้างรายได้สู่ชุมชนและประเทศ ให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการท่องเที่ยวและการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพต่อไป ตลอดจนป้องกันการกัดเซาะไม่ให้เข้ามาถึงชายฝั่งที่ดินของประชาชนในพื้นที่มากขึ้นด้วย

Advertisement