กรมเจ้าท่าสั่งระงับชั่วคราวบางส่วนในโครงการปรับภูมิทัศน์ชายหาดพัทยา หลังพบมีการขยายแนวสันทนาการลงบนพื้นที่ชายหาด ระบุโครงการมีประโยชน์ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และการท่องเที่ยว แต่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

          นายเอกราช คันธโร ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา เปิดเผยถึงโครงการปรับภูมิทัศน์ชายหาดพัทยาเหนือ-ใต้ ที่มีแผนจะขยายแนวฟุตปาธหรือลานสันทนาการลงไปบนชายหาดในระยะ 5-6 เมตร ที่กรมเจ้าท่าได้เสริมทรายไว้ ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องของกฎหมายการล่วงล้ำลำน้ำ ว่าสำหรับโครงการนี้พบว่าดำเนินการในระยะ 2.7 กม.ซึ่งต้องดูว่ามีบางส่วนที่ต้องตรวจสอบว่าส่งผลกระทบกับโครงการเสริมทรายหรือไม่อย่างไร เนื่องจากก่อนหน้านี้ชายหาดเมืองพัทยามีปัญหาการกัดเซาะรุนแรงโดยมีนัยยะสำคัญทำให้เหลือพื้นที่ชายหาดเพียงระยะ 2-5 เมตร กรณีนี้กรมเจ้าท่าจึงมีแผนฟื้นฟูและบูรณะโดยเฉพาะในพื้นที่เมืองพัทยาซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศมหาศาล จึงได้จัดทำแผนแม่บทตั้งแต่ปี 2555 พร้อมเสนอของบประมาณในการดำเนินการเสริมทรายชายหาดพัทยาตลอดแนว กระทั่งได้รับงบประมาณจำนวน 430 ล้านบาทจากส่วนกลาง เพื่อดำเนินโครงการเสริมทรายให้มีขนาดความกว้างกว่า 35 เมตร เหมือนชายหาดพัทยาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จนดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2562
            อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นนโยบายในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัดหลักของแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC จึงมีแนวคิดและพัฒนาปรับภูมิทัศน์ชายหาดเมืองพัทยาขึ้นใหม่ โดยมีแผนขยายการจราจร การพัฒนาฟุตปาธ และการปรับภูมิทัศน์ในการเสริมและปลูกต้นไม้ใหม่เพิ่มเติม แต่ทั้งนี้พบว่าโครงการมีการทำแนวกำแพงคันหินลงไปบนพื้นที่ชายหาดในระยะ 5-6 เมตร จำนวน 3-4 จุดเพื่อทำพื้นที่สันทนาการตลอดแนวชายหาด ซึ่งกรณีนี้ได้มีการเรียกประชุมร่วมกับเมืองพัทยา ผู้รับจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว แต่การดำเนินการดังกล่าวยังไม่เคยมีการขออนุญาตจากกรมเจ้าท่าซึ่งดูแลพื้นที่ชายหาดมาก่อน เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะขัดกับกฎหมายการก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามประกาศของกระทรวงคมนาคม จึงได้ขอความร่วมมือจากทางเมืองพัทยาและผู้รับจ้างให้ระงับการดำเนินการดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวก่อน
           นายเอกราช กล่าวต่อไปว่าขณะนี้ได้ขอให้เมืองพัทยาและผู้รับจ้างเร่งทำการเสนอแบบโครงการ รวมทั้งการขออนุญาตในการใช้พื้นที่ชายหาดเป็นการเร่งด่วน เพื่อนำมาพิจารณาถึงความเหมาะสมว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ และส่งผลกระทบต่อโครงการเสริมทรายชายหาดอย่างไร ซึ่งแม้ว่าการพัฒนาดังกล่าวจะเกิดประโยชน์และดำเนินการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เมืองพัทยาเป็นศูนย์กลางทางการลงทุนและการท่องเที่ยวของ EEC แต่ก็คงต้องมีการขออนุญาตให้ถูกต้อง โดยจากนี้หลังจากรับรูปแบบโครงการ คำชี้แจง และคำร้องในการขออนุญาตแล้ว ทางสำนักงานจะได้นำเรื่องส่งไปยังกรมเจ้าท่าเพื่อพิจารณาตามหลักวิชาการ ก่อนพิจารณาว่าจะเห็นชอบอย่างไรต่อไป
Advertisement