โจ๋ชายหาดอาละวาดหนัก ไล่ตีนักเที่ยวริมหาดจอมเทียน เจ็บ 2 ราย ถูกมีดฟันแขนสาหัส 1 ราย

            เมื่อเวลา 02.00 น.วันที่ 27 มกราคม 2564 ร.ต.อ.สนั่น โคตะนนท์ รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย เหตุเกิดบริเวณโค้งดงตาล ชายหาดจอมเทียน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงนำกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยารีบไปตรวจสอบ
           ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บจำนวน 3 ราย รายแรกคือ นายอนันศักดิ์ ใช่อิน อายุ 48 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย รายที่สองคือนายวิริยะ พรมนิล อายุ 27 ปี ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บจนใบบหน้าปูดบวม อีกรายทราบชื่อคือนายชัชวาล สิมมาสุด อายุ 43 ปี อาการสาหัส ทั้งยังถูกของมีคมฟันที่ข้อมือขวา เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ที่เกิดเหตุยังพบรถ จยย.เวฟ 125 ไอ สีขาว มีร่องรอยคราบเลือดสาดกระเซ็นทั่วทั้งตัวรถ เป็นที่น่าตกใจ เจ้าหน้าที่จึงบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน
         สอบถามนายอนันศักดิ์ ทราบว่า ขณะที่น้องๆ นั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ริมชายหาด ได้มีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาหาเรื่อง ว่าเจอคนที่ทำร้ายน้องตนเองหรือไม่ ด้วยความเมาตอบไปไม่เคยรู้เลย แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุกลับปรี่เข้าทำร้ายชกต่อยทำร้ายร่างกายด้วยของแข็งและอาวุธมีดจนได้รับบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุจึงรีบพากันขี่ จยย.หนี มาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้หนึ่งราย ซึ่งยังให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อจึงควบคุมตัวมาสอบสวน พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดรายอื่นมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
           อย่างไรก็ตามได้มีนักท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุสังเกตเห็นผู้ก่อเหตุเป็นชายวัยรุ่นสองคนถอดเสื้อ ขับขี่จักรยานยนต์ตระเวนหาเรื่องนักท่องเที่ยวมาตลอดทาง ก่อนจะมาก่อเหตุกับผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเมืองพัทยาเป็นอย่างมาก ขณะที่เมืองพัทยายังคงอยู่ในสถานการณ์ซบเซา หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เมืองพัทยากลายเป็นเมืองที่ไร้นักท่องเที่ยว ซึ่งทางภาครัฐ และเอกชน พยายามหาทางแก้ไขฟื้นฟูสภาพเศษฐกิจให้กลับมาพยุงตัวไปต่อได้อีกครั้ง แต่การกระทำดังกล่าวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสวนทางกันเป็นอย่างมาก