เจ้าท่าพัทยาเผย..พบรีสอร์ท ที่อยู่อาศัยรุกทะเลเกาะล้าน 58 ราย ระบุหากไม่เข้าเงื่อนไขตามคำสั่ง คสช. ที่สร้างเพื่ออยู่อาศัยก่อนปี 37 และขอผ่อนผันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนใน 60 วัน ก็ถือว่าไม่เข้าเงื่อนไข พบสร้างทำเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเพื่อรายได้ ขัดหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย พร้อมสั่งดำเนินคดีแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการยื่นอุทธรณ์ศาลปกครอง รอผลพิพากษาชี้ขาด

          ​ นายเอกราช คันธโร ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา เปิดเผยถึงปัญหาการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยและรีสอร์ทบนพื้นที่ชุมชนบ้านเกาะล้านว่าที่ผ่านมาทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา ได้ลงพื้นที่สำรวจมาแล้วหลายครั้ง พบว่าบนพื้นที่เกาะล้านมีอาคารที่พักอาศัยและรีสอร์ทหรือที่พักด้านการท่องเที่ยวที่มีการก่อสร้างรุกลงไปในทะเลถึง 58 ราย ในกรณีนี้แยกออกเป็นรีสอร์ทเพื่อการท่องเที่ยว 28 ราย บ้านพักอาศัย 15 ราย ระเบียงทางเดินเท้า 6 ราย ระเบียงไม้ 2 ราย สะพานทางเดิน 2 ราย ลานเอนกประสงค์ 2 ราย และบ่อเลี้ยงปลาอีก 1 ราย โดยถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย แต่กรณีการล่วงล้ำลำน้ำนั้นพบว่าเกิดขึ้นทั่วประเทศหลังมีการประกาศบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้วิถีชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ทั้งนี้ คสช.จึงมีคำสั่งที่ 32/2560 ให้ผู้ปลูกสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มาแจ้งต่อกรมเจ้าท่าภายใน 60 วัน จึงจะได้รับนิรโทษกรรมทั้งทางอาญาและโทษทางการปกครอง รวมทั้งให้กรมเจ้าท่าพิจารณาว่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะสามารถอนุญาตขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ได้หรือไม่
           ​นายเอกราช กล่าวต่อไปว่าข้อกำหนดของระเบียบดังกล่าวต้องดูว่ามีการก่อสร้างก่อนปี 2537 หรือไม่ และมีหลักฐานการขออนุญาตจากท้องถิ่นอย่างไร ซึ่งหากเป็นการรุกล้ำที่เข้าข่ายลักษณะการทำกินแบบวิถีชุมชน อย่างกระชังปลา หรือที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ในการพักพิง ทางกรมเจ้าท่าก็คงไม่ติดขัดที่จะอนุญาตให้ได้

          แต่หากเป็นการก่อสร้างรีสอร์ทหรือที่พักล่วงล้ำลำน้ำ และเข้าข่ายใช้ที่สาธารณะไปหาประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัว ก็คงขัดต่อหลักเกณฑ์ที่จะอนุญาตได้ โดยในส่วนของเกาะล้านซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมนั้นพบว่ามีการฝ่าฝืนที่เข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฏหมายตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยอยู่ถึง 28 ราย ซึ่งปัจจุบันทางกรมเจ้าท่าได้ส่งเรื่องดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่พบว่าผู้ประกอบการทั้ง 28 ราย ได้อุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลปกครองสูงสุด ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาจากศาลว่าเข้าข่ายการกระทำผิดจริงหรือไม่ ซึ่งหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วทางกรมเจ้าท่าก็จะดำเนินการตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดต่อไป