รองนายกเมืองพัทยา พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักการสาธารณสุข ลงพื้นที่สถานธนานุบาลเก่า นาเกลือ หลังเตรียมปรับเป็นศูนย์ไตเทียมเมืองพัทยาแห่งที่ 2 รองรับผู้ป่วยโรคไตในพื้นที่เมืองพัทยา ที่พบว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น พร้อมดึงเอกชนเข้ามาดำเนินการ คาดสามารถเปิดดำเนินการได้ช้าสุดเดือนพฤษภาคม 2563 นี้

           เมื่อวันที่ 22 ต.ค.63 ที่บริเวณปากทางเข้าออกตลาดอมร นาเกลือ นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักการสาธารณสุขเมืองพัทยา ลงพื้นที่ทำการตรวจสอบโครงสร้างภายในของศูนย์ธนานุบาลเมืองพัทยา นาเกลือ หลังจากที่พบว่าหลังดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จก็ยังไม่เคยได้ใช้งาน ทิ้งให้รกร้างมานากว่า 20 ปี มาในครั้งนี้ทางคณะผู้บริหารเมืองพัทยาจึงได้เตรียมนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ ในการดำเนินการเปิดเป็นศูนย์ไตเทียมแห่งที่ 2 ของเมืองพัทยา เนื่องจากปัจจุบันศูนย์ไตเทียมของเมืองพัทยาที่เปิดอยู่ที่โรงพยาบาลเมืองพัทยานั้นไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ ซึ่งศูนย์ไตเทียมเดิมสามารถที่จะรองรับผู้ป่วยได้เพียงวันละ 48 คนเท่านั้น โดยเปิดให้บริการวันละ 3 รอบ แต่ปัจจุบันพบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคไตนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และจำนวนผู้ป่วยโรคไตที่รอรับการรักษาอาการป่วยในพื้นที่เมืองพัทยานั้นมีมากกว่า 300 คน ดังนั้นทางคณะผู้บริหารเมืองพัทยาจึงได้ทำการสรรหาสถานที่ที่มีความเหมาะสมในการจัดสร้างศูนย์ไตเทียมแห่งที่ 2 ขึ้น และพบว่าที่สถานธนานุบาลเก่าแห่งนี้ไม่เคยได้เปิดใช้พื้นที่มาก่อน จึงมีความเหมาะสมในการเปิดให้บริการเป็นศูนย์ไตเทียมแห่งที่ 2
           นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่มาทำการตรวจสอบสภาพโครงสร้างอาคารกับเจ้าหน้าที่สำนักการช่างไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็พบว่าในส่วนของสภาพโครงสร้างอาคารมีความสมบูรณ์ และมีความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ มาในวันนี้จึงได้มีการนำเจ้าหน้าที่จากสำนักสิ่งแวดล้อม ฝ่ายรักษาความสะอาดและสิ่งปฏิกูล มาทำความสะอาดและเก็บขยะภายในอาคารออกไปซึ่งพบว่ามีเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้หลังจากที่เคลียร์ในส่วนของโครงสร้างอาคารเสร็จแล้ว ทางเมืองพัทยาจะได้ทำการประสานไปยังหน่วยงานภาคเอกชนที่มีความพร้อมด้านการรักษาผู้ป่วย ซึ่งพบว่ามีในส่วนของภาคเอกชนที่มีประสบการณ์การบริหารงานศูนย์ไตเทียมเทศบาลเมืองหนองปรือ และศูนย์ไตเทียมเทศบาลนครแหลมฉบัง ให้ความสนใจในการติดต่อเข้ามาดำเนินการที่ศูนย์ไตเทียมแห่งที่ 2 ของเมืองพัทยานี้ โดยขณะนี้ทางเมืองพัทยาก็เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อมและสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐได้เข้ามานำเสนอแนวทางในการบริหารจัดการ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของเมืองพัทยาเข้ามาทำการพิจารณาถึงความเหมาะสมของหน่วยงานเอกชนที่เสนอตัวเข้ามาบริหารจัดการศูนย์ไตเทียมแห่งที่ 2 ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ โดยคาดว่าน่าจะสรรหาบริษัทที่มีความเหมาะสมได้ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งบริษัทเอกชนจะต้องเข้ามาปรับปรุง ตกแต่งสถานที่ รวมถึงนำอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาเองทั้งหมด โดยทางเมืองพัทยาจะดูแลในส่วนของการให้เข้ามาใช้สถานที่เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันสถานธนานุบาลเก่าทางเมืองพัทยายังคงจ่ายค่าเช่าให้กับกรมธนารักษ์อยู่ โดยทางคณะผู้บริหารเมืองพัทยาได้แจ้งเพื่อทราบยังสภาเมืองพัทยาในการขอปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในการใช้งานของสถานที่ โดยเบื้องต้นสภาฯ รับทราบเรียบร้อยแล้ว
           สำหรับศูนย์ไตเทียมแห่งที่ 2 นี้หากพบว่าสามารถหากสรรหาภาคเอกชนที่เข้ามาดำเนินได้ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ เร็วสุดก็น่าจะสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 ในไตรมาสแรก หรือไม่ก็ช้าสุดไตรมาสที่ 2 เดือนพฤษภาคม 2563 โดยศูนย์ไตเทียมแห่งที่ 2 ของเมืองพัทยานี้จะสามารถรองรับผู้ป่วยได้วันละ 32 เตียง ให้บริการวันละ 3 รอบ ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอกับผู้ป่วยโรคไตที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยโรคไตที่รอการรักษาในพื้นที่เมืองพัทยาถึง 300 คน นอกจากนี้ทางเมืองพัทยาเตรียมรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องของการรับประทานอาหารให้ห่างไกลจากโรคไตเพื่อเป็นการลดจำนวนผู้ป่วยลงอีกด้วย