คู่รักสาวไทยหนุ่มอิสราเอลเตือนระวังมิจฉาชีพชาวอิรักแปลงสัญชาติเช่าห้องพักทำธุรกิจ สุดท้ายไม่จ่ายค่าเช่า จนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

              น.ส.พัชราพร ฉัตรทอง เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมืองพัทยา ได้บอกเล่าผ่านประสบการณ์พร้อมฝากผู้สื่อข่าวแจ้งเตือนไปยังสาธารณชน หลังจากตนเองและแฟนหนุ่มชาวอิสราเอลได้ร่วมกันทำธุรกิจห้องพักอาศัยแห่งหนึ่ง บนพื้นที่ 11 ไร่ มีทั้งหมด 39 ห้องพัก ตั้งอยู่ย่านถนนพระตำหนัก พัทยาใต้ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ก่อนจะมีหญิงสาวชาวไทยมาติดต่อขอเช่าพื้นที่ทั้งหมดทำธุรกิจไปบริหารต่อตั้งแต่ปี 2555 โดยมีการตกลงทำสัญญาเช่าเดือนละ 3.3 แสนบาท สัญญาครั้งละ 3 ปี หลังจากเริ่มทำสัญญาได้ไม่นาน ก็มีหนุ่มชาวต่างชาติเชื้อชาติอิรักเข้ามาร่วมบริหารโดยอ้างว่าเป็นแฟนหนุ่มของหญิงสาวคนดังกล่าว ซึ่งในช่วงแรกก็ได้มีการจ่ายเงินเช่าตามปกติ
             ต่อมาตั้งแต่ช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงได้ปรับลดค่าเช่าเหลือเดือนละ 3 แสนบาท เพื่อช่วยเหลือและพยุงการดำเนินธุรกิจ แต่สุดท้ายผู้เช่าก็หยุดจ่ายเงินเป็นเวลา 9 เดือน จนเป็นคดีความฟ้องร้องกัน และขณะนี้กำลังอยู่ในชั้นศาลเรื่องของการฟ้องร้องขับไล่กันอยู่ ซึ่งก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจากประสบการณ์ทั้งหมดนอกจากเกิดผลกระทบทำให้ขาดรายได้ เสียโอกาสทางธุรกิจที่กำลังฟื้นตัวหลังโควิด-19 แล้ว ยังทำเสียเวลาในการใช้ชีวิตที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นอย่างมากด้วย
            ทั้งนี้ จึงอยากฝากเตือนภัยไปยังสาธารณชนและประชาชนทั่วไป เนื่องจากในขณะนี้ทุกภาคส่วนในสังคมได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 อยู่แล้ว จึงควรระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่มีเชื้อชาติเป็นคนอิรัก แต่แปลงสัญชาติเป็นชาวยุโรปเพื่อชุบให้ตัวเองมีโปรไฟล์ที่ดี สุดท้ายก็มาแฝงหากินแบบเจตนาไม่ดีหรือไม่มีคุณธรรม จนคนในประเทศไทยได้รับผลกระทบกันไปต่าง ๆ นานา เพราะตนเองได้เจอมากับตัวแล้ว
             อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย โดยเฉพาะ พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ที่ให้ความช่วยเหลือที่ดีในหลาย ๆ ด้านมาโดยตลอด ตั้งแต่ตนเองได้มาแจ้งความร้องทุกข์มา ณ ที่นี้ด้วย