ทหารเรือสัตหีบนำร่องใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ประหยัด 30% และปราศจากมลพิษ

             เมื่อวันที่ 22 ก.ย.63 กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้ทำพิธีลงนามข้อตกลงให้ บริษัท อีโนว่า อินทิเกรชั่น จำกัด เป็นผู้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา ขนาดกำลังการผลิต 240 กิโลวัตต์ มาใช้ภายในหน่วยงาน เพื่อช่วยบริหารจัดการ ในการใช้พลังงานภายในกิจการร้านค้าสวัสดิการ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทน ลดค่าใช้จ่ายได้ 20-30% เป็นพลังงานสีเขียว ที่สะอาด ลดมลพิษ และนับเป็นโครงการนำร่องของกองทัพเรือ ที่ได้นำระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ภายในหน่วยงาน โดยมีพลเรือตรี สุรัชฎ์ ศิริวรรณนาวี ประธานกิจการร้านสวัสดิการ กองเรือยุทธการ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และนายนพชัย ถิรทิตสกุล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัท อีโนวา อินทิเกรชั่น จำกัด ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้
            สืบเนื่องจากแผนกภัณทุปกรณ์ กองเรือยุทธการ มีแนวคิดที่จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา ขนาดกำลังการผลิต 240 กิโลวัตต์ มาใช้ภายในหน่วยงาน เพื่อช่วยบริหารจัดการการใช้พลังงานให้แก่กิจการร้านสวัสดิการ โดยใช้พลังงานทดแทน พลังงานสีเขียว ที่สะอาด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมอบหมายให้ บริษัท อีโนวา อินทิเกรชั่น จำกัด เป็นผู้ออกแบบและบริหารจัดการ เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของแผนกภัณทุปกรณ์ เป็นการสร้างภาพลักษณ์องค์กรสีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานสะอาด ที่จะนำไปสู่การลดการเผาไหม้ หรือของเสียจากการผลิตไฟฟ้าประเภทอื่น และที่สำคัญต้นทุนผันแปรด้านวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นสนับสนุนระบบ Smart Grid ซึ่งเป็นระบบการจัดการพลังงานที่ทันสมัย ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
            นายนพชัย ถิรทิตสกุล กล่าวว่า ประโยชน์ของไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยประหยัดค่ากระแสไฟฟ้าได้ 20-30 % และลดมลพิษ ได้จัดสร้างและใช้งานภายในโรงงานอุตสาหกรรมหลายๆ แห่งในประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศ ได้แก่ ลาว พม่า และไปถึงตะวันออกกลาง เช่น ประเทศกาตาร์ โดยเป็นการนำเทคโนโลยีและความสามารถของคนไทยไปแสดงในต่างประเทศ ซึ่งพลังงานจากแสงอาทิตย์มีต้นทุนการผลิตต่ำเพราะเป็นพลังงานจากธรรมชาติ คือ แสงอาทิตย์ โดยภาพรวมแล้วจะสามารถลดต้นทุนทางด้านไฟฟ้าไปได้ 15 ถึง 20% ในส่วนของการจัดการพลังงานไฟฟ้าในอนาคตจะทันสมัยรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งทางบริษัทมีความคาดหวังว่า โครงการนี้ จะเป็นโครงการนำร่อง เพื่อนำไปสู่การนำเอาการบริหารจัดการที่ทันสมัย เข้ามาใช้ในพื้นที่ของกองทัพเรือ
           พลเรือตรี สุรัชฎ์ ศิริวรรณนาวี กล่าวว่า โครงการนี้ กองทัพเรือจะได้แบ่งเบาการหาพลังงานทดแทนของกิจการไฟฟ้า ซึ่งทำงานหนักมาตลอด โครงการนี้นับเป็นจุดนำร่องที่จะสามารถให้หน่วยงานอื่น ๆ ของกองทัพเรือ สามารถดำเนินการได้ อย่างน้อยจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 30%