ตำรวจท่องเที่ยว รวบหนุ่มต้มตุ๋นหลอกโอนเงินเช่าบ้านพักพูลวิลล่าผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ (มีคลิป)

           (30 ต.ค.62) พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ เอนสาร สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวพัทยา พร้อมตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ร่วมจับกุม นายอภิสิทธิ์  ยงกุล หรือ พรภวิษย์ แซ่โล้ว หรือ เบส อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดีต้มตุ๋นหลอกโอนเงินเช่าบ้านพักพูลวิลล่า
              สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ มีผู้เสียหายร่วม 30 ราย เข้าร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ว่าได้ติดต่อขอเช่าบ้านพักพูลวิลล่ากับนายหน้าจัดหาบ้านพักพูลวิลล่า เมื่อมีการตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ผู้เสียหายได้โอนเงินค่าเช่าและค่ามัดจำบ้านพักให้กับนายหน้า แต่เมื่อถึงวันเข้าพักผู้เสียหายบางรายไม่สามารถเข้าพักตามที่ได้ตกลงกันไว้ และบางรายเข้าพักได้จริง แต่เมื่อมีการส่งคืนบ้านพัก นายหน้าก็จะอ้างเหตุต่างๆ เพื่อริบเงินมัดจำทั้งหมดนั้น
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนหาข่าวจนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายอภิสิทธิ์  ยงกุล หรือ พรภวิษย์ แซ่โล้ว หรือ เบส อายุ 27 ปี จากการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ก่อเหตุ เป็นบุคคลที่มีหมายจับ
           1. หมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 44/2562 ความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม”
           2. หมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 86/2562 ความผิดฐาน “ชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใด ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย”
             และ 3. หมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชัน ที่ จ.193/2562 ความผิดฐาน “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน”
               ต่อมาสืบทราบว่าผู้ก่อเหตุได้หลบหนีมาพักอาศัยที่คอนโดแห่งหนึ่งในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยาจึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจึงได้วางแผนเข้าทำการจับกุมจนสำเร็จ
               จากการสอบสวนผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพว่า ตนจะหาบ้านพักพูลวิลล่าที่เจ้าของลงประกาศให้เช่าตามเว็ปไซต์ต่างๆ โดยตนจะติดต่อขอเป็นนายหน้าปล่อยเช่าบ้านพักให้กับเจ้าของบ้าน โดยคิดค่าตอบแทนเป็นส่วนแบ่ง 15% จากค่าเช่าที่พัก แล้วตนก็จะนำบ้านพักดังกล่าวลงประกาศให้เช่าในเว็บไซต์จองที่พักชื่อดัง เมื่อผู้เสียหายติดต่อมาและสอบถามบ้านพัก ตนจะเสนอบ้านพักหลังอื่นให้โดยจะเสนอในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งบ้านพักดังกล่าวตนได้แอบอ้างขึ้นจากการที่ตนไปถ่ายภาพ หรือเคยเข้าพักบ้านพักหลังดังกล่าว แล้วนำมาหลอกเสนอให้เช่าแก่ผู้เสียหาย แต่ในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สนใจ ตนก็จะให้เช่าบ้านตามที่ลูกค้าได้จองไว้ และเมื่อโอนค่าเช่าบ้านพักแล้ว ผู้เสียหายจะต้องทำการโอนเงินค่ามัดจำเพื่อประกันความเสียหายภายในบ้านพักให้แก่ตนผ่านบัญชีส่วนตัวอีกทางหนึ่ง เมื่อถึงเวลาส่งมอบบ้านพักคืน ตนก็จะใช้ข้ออ้างต่างๆ เกี่ยวกับการฝ่าฝืนระเบียบการเข้าพัก เพื่อยึดเงินมัดจำของลูกค้า อาทิ การสูบและทิ้งก้นบุหรี่ สระน้ำสกปรก หรือชุดเครื่องนอนสกปรก เป็นต้น และไม่คืนเงินมัดจำส่วนนี้ให้แก่ลูกค้า รวมมูลความเสียหายเป็นเงินประมาณ 3 แสนบาท
               ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) และมาตรา 343 ในความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) ในความผิดฐาน “โดยทุจริต หรือหลอกลวง และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ซึ่งพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) จะได้แจ้งข้อกล่าวหา และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

(ชมคลิป)