ประชุมสมาคมแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี ดึง ททท.แจมชี้ทางเดินช่องตลาดการท่องเที่ยว ระบุกลุ่มตลาด East Asia ยังครองแชมป์ โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงมียอดนักท่องเที่ยวเข้าไทยสูงอันดับ 1 และยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญต่อเนื่อง

             ​(28 มิ.ย.62) ที่ห้องประชุมศาลาว่าการเมืองพัทยา นางสาวฐิติภัสร์ ศิริณัฐศรีกุล นายกสมาคมแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในการประชุมประจำเดือน โดยจัดให้มีการปาฐกพิเศษจากตัวแทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อดูแนวโน้มตลาดการท่องเที่ยวในปี 2562-2563 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งผู้ประกอบการเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ นายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ที่ปรึกษานายกเมืองพัทยา ผู้แทนนายกเมืองพัทยา นางอำไพ ศักดานุกูลจิต สไลวินสกี้ ผู้ช่วยท่องเที่ยวและกีฬา จ.ชลบุรี นางปิ่นนาถ เจริญผล ผอ.ททท.สำนักงานพัทยา นางดารัตน์​ สุรักขกะ​ ผอ.กองการท่องเที่ยวและกีฬา​ อบจ.ชลบุรี​ นายสรรเพ็ชร ศุภบวรเสถียร อุปนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก นายสินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร ตัวแทนสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เข้าร่วม ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้มีการรายงานสรุปสถิติของนักท่องเที่ยว ความเคลื่อนไหว ปัจจัย และกลุ่มตลาดด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้เกี่ยวรับทราบและหาแนวทางในการสนับสนุนกิจกรรม และแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในช่วงปี 2562-2563 อันจะเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวพัทยาให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

​โดยนายสันติ แสวงเจริญ ผู้รองผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคฝ่ายเอเชียภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าปัจจุบันกลุ่มตลาดที่มีสถิติการเติบโตและเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จะเป็นกลุ่มตลาดจาก East Asia เป็นหลัก โดยจะมี ททท.เป็นตัวเชื่อมหลังจากมีการเปิดสำนักงานในภูมิภาคนี้ถึง 11 แห่ง ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไทเป ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยในปีที่ผ่านมาพบว่ามีปริมาณนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาพักผ่อนในประเทศไทยรวมกว่า 28 ล้านคน หรือโตขึ้นกว่าเดิมถึง 7 % สร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 14 % ซึ่งหากดูกลุ่มประเทศที่น่าสนใจพบว่านักท่องเที่ยวจากกลุ่ม East Asia จะเดินทางมาเข้ามาในประเทศสูงมากถึง 15.6 ล้านคน หรือโตขึ้น 8 % โดยมี Market Chair อยู่ที่ 41 % ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ในจำนวนนี้มีนัก ท่องเที่ยวจากประเทศจีนเดินทางเข้ามามากที่สุดถึง 10.5 ล้านคน เติบโตขึ้นถึง 7 % เกาหลีใต้ มาเป็นอับดับที่ 2 ที่ 1.7 ล้านคน โตขึ้น 5 % รองลงมาได้แก่ ญี่ปุ่น 1.6 ล้านคน มีอัตราการเติบโตขึ้นกว่า 7 % สร้างรายได้มวลรวมกว่า 5.8 แสนล้านบาท ซึ่งแม้ว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการท่องเที่ยวในระบบทัวร์ มาเป็นการท่องเที่ยวแบบ FIT ก็ตาม แต่ก็ยังมีปริมาณสูงมากขึ้น และมีปัจจัยการจับจ่ายมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งแม้ในปีนี้จะมีปัจจุบันหลายอย่างที่ส่งผลกระทบ เช่น ปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ ปัญหาเงินบาทแข็งตัวขึ้น และปัญหาด้านความปลอดภัย แต่ขณะนี้สถานการณ์ก็ดีขึ้นตามลำดับ จึงถือเป็นกลุ่มตลาดที่ยังคงต้องจับตามองและให้ความสำคัญ เนื่องจากยังคงมีปัจจัยบวกในการเดินทางออกนอกประเทศของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพื่อท่องเที่ยวมากขึ้น
​นายสันติ กล่าวต่อไปว่า ประเทศจีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ปีที่ผ่านมามีการเดินทางออกนอกประเทศกว่า 156 ล้านคน และมีสัดส่วนการเติบโตปีละ 5 % ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะมีการขยับตัวเลขขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มสูงขึ้นถึง 170 ล้านคนภายใน 3-4 ปีข้างหน้านี้ โดยจากสถิติพบว่าการเดินทางออกนอกประเทศของตลาดกลุ่มนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายแรกที่นักท่องเที่ยวจีนให้ความสำคัญเดินทางเข้ามาสูงเป็นอันดับที่ 1 หรือกว่า 10.5 ล้านคนต่อปี รองลงมาได้แก่ ญี่ปุ่น และเวียดนาม ซึ่งกำลังแข่งขันเปิดตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ปัจจุบันมีการจัดทำ Visa Onariaval จึงทำให้อัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จากพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปจากกลุ่มทัวร์มาเป็นนักท่องเที่ยวแบบ FIT และ Family ซึ่งจะมีมากในกลุ่ม Gen Y หรือกลุ่มที่เกิดในยุค 90 ในส่วนของประเทศไทยก็ต้องปรับตัวในการจัดกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการของตลาด

​                สำหรับเมืองพัทยาถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับสนใจสูงจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เนื่องจากมีศักยภาพความพร้อมในหลายด้าน ทั้งเรื่องของ กิจกรรม แหล่งท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ และด้านความปลอดภัย จึงต้องหาแนวทางการส่งเสริมการตลาดกับกลุ่มนักท่องเที่ยวนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมืองหลัก อย่าง เซี่ยงไฮ้ หรือปักกิ่ง ซึ่งปัจจุบันทางเมืองพัทยา ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และ อบจ.ชลบุรี ในการจัดทริป Road Show หรือ Trad show เพื่อเน้นตลาดในกลุ่ม East Asia ให้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าในปีนี้และในปีต่อไปสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากเดิมจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในส่วนของท้องถิ่นก็ต้องปรับกลยุทธ และหาสาธารณูปโภครองรับอย่างเพียงพอด้วย
Advertisement