ต้องจารึกไว้…ทัพเรือภาค 1 ประสานทัพเรือกัมพูชาส่ง 2 เรือประมง 14 ลูกเรือกลับไทยด้วยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นต่อกัน

             จากกรณี พลเรือโท บรรจบ โพธิ์แดง ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 จังหวัดชลบุรี ได้รับแจ้งจาก ศูนย์ติดตามและควบคุมเรือประมง Fisheries Monitoring Center-FMC จากกรมประมงว่า ตรวจพบเรือประมงไทยมีทิศทางเดินเรือออกนอกเขตทะเลน่านน้ำไทยไปทางเขตแดนทางทะเลประเทศกัมพูชา จำนวน 2 ลำ คือ เรือไทยประเสริฐ 12 และเรือโชคบุญมี 9 ลักษณะของทิศทางเรือแล่นตามกันและสัญญาณ vms ขาดหาย จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาคที่ 1 ประสานไปยังกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ขอรับการสนับสนุนเรือในหมวดเรือลาดตะเวนชายแดน/1 นำเรือตรวจการณ์ 263 เข้าทำการค้นหาและตรวจสอบเรือประมงทั้ง 2 ลำ ผลการตรวจสอบไม่พบ จึงได้ติดต่อผ่านทางเครือข่ายวิทยุมดดำนาวี ทัพเรือภาคที่ 1 เพื่อสอบถาม ซึ่งปรากฏว่าไม่มีเรือประมงลำไหนพบเห็นเรือทั้ง 2 ลำ เช่นเดียวกัน
ด้วยความห่วงใยของกองทัพเรือ เกรงว่าเรือทั้งสองลำจะได้รับอันตราย กองทัพเรือ โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้สั่งการให้ทัพเรือภาคที่ 1 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ประสานกองทัพเรือกัมพูชา ในการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง เนื่องจากกองทัพเรือของทั้งสองประเทศมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 2 มี.ค.62 ที่ผ่านมานั้น และต่อมา พลเรือโท บรรจบ โพธิ์แดง ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้ประสานไปยัง กองบัญชาการทางยุทธวิธี เลขาธิการคณะกรรมการความมั่นคงทางทะเลแห่งชาติกัมพูชา ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และทราบว่า เรือประมงไทยทั้ง 2 ลำ ทำประมงอยู่ในเขตต่อเนื่องน่านน้ำไทย-กัมพูชา ได้ถูกตำรวจน้ำกัมพูชาควบคุมไปที่เกาะรง และผลจากการประสานงานทำให้กองทัพเรือกัมพูชาปล่อยเรือประมงไทยจากพื้นที่เกาะรง กลับสู่ประเทศไทยโดยเรือไม่มีการชำรุดเสียหายและลูกเรือประมงทั้ง 14 คน ปลอดภัย และจะกลับถึงท่าเรือสมุทรปราการใน 5 มี.ค.62
             ล่าสุดในเวลา 09.00 น. ของวันนี้ (5 มี.ค.62) พลเรือโท บรรจบ โพธิ์แดง ผู้บัญ ชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้มอบหมายให้ พลเรือตรี พิชัย ล้อชูสกุล เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 นำคณะเดินทางมารอรับเรือประมงทั้ง 2 ลำ พร้อมลูกเรือประมง 14 คน ณ ท่าเทียบเรือสะพานปลาสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ ท่ามกลางความดีใจของเจ้าของเรือและพี่น้องชาวประมงในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มาร่วมทำข่าวในวันนี้ด้วยเป็นจำนวนมาก

               พลเรือตรี พิชัย กล่าวว่า ด้วยสัมพันธ ไมตรีที่ดีต่อกันอย่างแน่นแฟ้นของกองทัพเรือทั้งสองประเทศ นับตั้งแต่ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 นำคณะเดินทางเข้าเยี่ยมเยือนทัพเรือกัมพูชา รวมถึงการประชุมร่วมในการแลกเปลี่ยนข่าวสารทางทะเลซึ่งกันและกัน ด้วยการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพการประชุมในแต่ละปีมาอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญด้วยความสัมพันธ์อันดีต่อกันของผู้บัญชาการทหารเรือของทั้งสองประเทศ ทำให้การประสานงานขอเรือประมงทั้งสองลำคืนในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วภายใน 3 วัน โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ อันแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของกองทัพเรือกัมพูชาที่มีต่อกองทัพเรือไืทยในครั้งนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหากเรือประมงไทยถูกจับกุมเข้าไปในน่านน้ำกัมพูชาแล้วไม่เคยมีโอกาสประสานและได้เรือประมงคืนในลักษณะเช่นนี้เลย ครั้งนี้จึงน่าจะเป็นครั้งประวัติศาสตร์สำคัญที่เกิดขึ้นกับกองทัพเรือทั้งสองประเทศ 


ด้านนางอัญชลี สินศักดิ์จรูงเดช เจ้า ของเรือประทั้ง 2 ลำ ได้กล่าวขอบคุณ กองทัพเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัพเรือภาคที่ 1 ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ ตนเองหมดหวังที่จะได้เรือคืนแล้ว แต่กลับมาได้เรือคืนทั้งสองลำโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย นับว่าเป็นปาฏิหารย์จริงๆ หากเรือทั้งสองลำหายไปคิดเป็นมูลค่าแล้วหลายล้านบาทเลยทีเดียว และทางด้านนายพิชัย แซ่ซิ้ม นายกสมาคมการประมงสมุทรปราการ กล่าวว่าในนามของพี่น้องชาวประมง ต้องขอขอบคุณกองทัพเรือและทัพเรือภาคที่ 1 เป็นอย่างยิ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้ และจากการสอบถามนายกสมาคมประมงทุกแห่งทั่วทั้งประเทศ ทราบว่า ไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนต้องขอชื่นชมและยอมรับในความแน่นแฟ้นและสัมพันธภาพอันดีต่อกันของกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือกัมพูชา โดยเฉพาะทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งเป็นต้นเรื่องของการดำเนินการในครั้งนี้ สมแล้วกับคำที่ว่า “กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ

Advertisement